Samsung Galaxy S9 และ S9+ สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จากค่าย Samsung

Samsung Galaxy S9

   หลายคนคงจะเห็นหน้าค่าตากันไปบ้างแล้วสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จากค่า Samsung ที่เพิ่งเปิดตัว Samsung Galaxy S9 และ S9 Plus ไปสดๆร้อนๆเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ Samsung กล้าที่ปรับเปลี่ยนและพัฒนาโดยการที่ทำให้คู่แฝดอย่างเจ้า Galaxy S9 และ S9 Plus ไม่ได้มีเพียงความแตกต่างที่ขนาดหน้าจอเพียงเท่านั้น แต่ได้แยก Galaxy S9 และ S9 Plus ให้มีความแตกต่างที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ Samsung Galaxy S9 และ S9 Plus ในเบื้องต้นกัยก่อน

   โดยสมาร์ทโฟนรุ่น Galaxy S9 และ S9 Plus จากค่าย Samsung นี้มีสเปคคร่าวๆคือ

   - ใช้ระบบปฎิบัติการ Android 8.0

   - รองรับ 2 ซิมการ์ด

   - ขนาดหน้าจอ Galaxy S9 5.8 นิ้ว และ S9 Plus 6.2 นิ้ว

   - ความละเอียดของกล้อง 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงคู่ f1.5 และ 2.4 กล้องคู่ 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงคู่ fใถ และ 2.4 กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล ในส่วของวิดิโอภาพเคลื่อนไหว ความละเอียด 2160 x 3840 พิกเซล ซูมดิจิตอล 8 เท่า รองรบการบันทึกวีดีโอแบบ 4k รวมทั้งมีโหมดบันทึกวิดีโอแบบ Slow Motion

   - ความละเอียดแบบ Quad HD+

   - หน่วยประมวลผล Exynos 9810 64bit 10nano

   - หน่วยความจำภายใน 64GB, 128GB และ 256GB

   - เพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลด้วย MicroSD ที่รองรับพื้นจัดเก็บข้อมูลได้สูงสุดถึง 400GB

   - แรม 4GB, 6GB

   - แบตเตอรี่ 3000 mAh, 3,500 mAh ตามลำดับ

   - รองรับการชาร์จแบบไร้สาย

   - ตัวเครื่องกันฝุ่นและกันน้ำ (รองรับมาตราฐาน IP68 กันน้ำลึกไม่เกิน 1.5 เมตร นานไม่เกิน 30 นาที ในน้ำสะอาด)

   มาดูที่ตัวเครื่งกันบ้าง สมาร์ทโฟนทั้ง Galaxy S9 และ Galaxy S9 Plus ด้านหน้ายังคงสไตล์หน้าจอแบบไร้ขอบ วัสดุด้านหน้าเครื่องส่วนใหญ่เป็นกระจก มีการเคลือบผิวให้ตัวเครื่องและหน้าจอกลืนเป็นเนื้อเดียวกันโดยฝังปุ่มโฮ มไว้ใต้หน้าจอกระจก Corning Gorilla Glass 5 และความละเอียดของจอแสดงผลยังคงความคมชัดระดับ Quad HD+ ทั้งสองรุ่น ด้านหลังมีการเปลี่ยนแปลไปจาก Galaxy S8 และ A8 พอสมควรโดยการพัฒนาคุณภาพของกล้องซึ่งกล้องของ Galaxy S9 และ S9 Plus ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์เดี่ยวหรือกล้องแบบเลนส์เดียวมาพร้อมรูรับแสงสองขนาด คือ f1.5 และ f2.4 แต่สำหรับเฉพาะ Galaxy S9 Plus เท่านั้นที่นอกจากกล้องหลักที่มีรูรับแสงสองขนาดในเลนส์เดียวแล้วยังมาพร้อม กับกล้องคู่ตัวที่สองอีกด้วย ซึ่งการออกแบบกล้องที่เปลี่ยนไปนั้นทำให้ด้านหลังของสมาร์โฟนรุ่นนี้มีความ สมดุลมากยิ่งขึ้น โดยที่สแกนลายนิ้วมือย้ายมาอยู่ตรงกลาง ทำให้สะดวกในการใช้งานได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ Samsung Galaxy S9 และ S9 Plus ยังมาพร้อมกับลำโพงคู่แบบสเตอริโอ รองรับระบบเสียง Dolby Atmos ตัวเครื่องกันฝุ่นและกันน้ำได้ตามมาตรฐาน IP68 ที่สามารถกันน้ำลึกได้ไม่เกิน 1.5 เมตร นานไม่เกิน 30 นาที ในน้ำสะอาด ดังนั้นจึงสามารถถ่ายภาพหรือใช้งานในขณะที่ฝนตกได้อย่างสบาย สำหรับตัว Samsung Galaxy S9 มีเพียงขนาดเดียวคือ แรม 4GB และหน่วยความจำ 64GB ส่วน Samsung Galaxy S9 Plus มีแรมมาให้ 6GB และหน่วยความจำ 3 ขนาดให้เลือกตั้งแต่ 64GB, 128GB และ 256GB แบตเตอรี่ 3,000 mAh และ 3,500 mAh ตามลำดับ รองรับ Fast Charge และชาร์จไร้สาย Wireless Charging แต่สำหรับแท่นชาร์จ สายชาร์จ และ อะแดปเตอร์ ยังคงจำหน่ายแยกแต่ราคาถูกลงกว่าเดิมพอสมควร และอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่น่าสนใจไม่น้อยนั่นก็คือ DeX Pad ที่จะเปลี่ยน Galaxy S9 หรือ S9 Plus ให้กลายเป็นทัชแพด เพียงเชื่อมต่อกับ DeX Pad เข้ากับจอภาพ ก็จะสามารถเข้าถึงรูปภาพ และไฟล์ต่างๆในโทรศัพท์ได้ รวมทั้งเช็คอีเมล์ เล่นอินเทอร์เน็ต และอื่นๆ ได้แบบเต็มหน้าจอ ซึ่งทั้ง Samsung Galaxy S9 และ S9 Plus มีสีที่ออกมาใหม่ในรุ่นนี้นั่นก็คือ Lilac Purple มีลักษณะเป็นสีชมพูอมม่วงนิดๆและเหลือบทองหน่อยๆดูสวยมีเสน่ห์มากทีเดียว

   หลายคนคงจะเห็นหน้าค่าตากันไปบ้างแล้วสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จากค่า Samsung ที่เพิ่งเปิดตัว Samsung Galaxy S9 และ S9 Plus ไปสดๆร้อนๆเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ Samsung กล้าที่ปรับเปลี่ยนและพัฒนาโดยการที่ทำให้คู่แฝดอย่างเจ้า Galaxy S9 และ S9 Plus ไม่ได้มีเพียงความแตกต่างที่ขนาดหน้าจอเพียงเท่านั้น แต่ได้แยก Galaxy S9 และ S9 Plus ให้มีความแตกต่างที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ Samsung Galaxy S9 และ S9 Plus ในเบื้องต้นกัยก่อน

   โดยสมาร์ทโฟนรุ่น Galaxy S9 และ S9 Plus จากค่าย Samsung นี้มีสเปคคร่าวๆคือ

   - ใช้ระบบปฎิบัติการ Android 8.0

   - รองรับ 2 ซิมการ์ด

   - ขนาดหน้าจอ Galaxy S9 5.8 นิ้ว และ S9 Plus 6.2 นิ้ว

   - ความละเอียดของกล้อง 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงคู่ f1.5 และ 2.4 กล้องคู่ 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงคู่ fใถ และ 2.4 กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล ในส่วของวิดิโอภาพเคลื่อนไหว ความละเอียด 2160 x 3840 พิกเซล ซูมดิจิตอล 8 เท่า รองรบการบันทึกวีดีโอแบบ 4k รวมทั้งมีโหมดบันทึกวิดีโอแบบ Slow Motion

   - ความละเอียดแบบ Quad HD+

   - หน่วยประมวลผล Exynos 9810 64bit 10nano

   - หน่วยความจำภายใน 64GB, 128GB และ 256GB

   - เพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลด้วย MicroSD ที่รองรับพื้นจัดเก็บข้อมูลได้สูงสุดถึง 400GB

   - แรม 4GB, 6GB

   - แบตเตอรี่ 3000 mAh, 3,500 mAh ตามลำดับ

   - รองรับการชาร์จแบบไร้สาย

   - ตัวเครื่องกันฝุ่นและกันน้ำ (รองรับมาตราฐาน IP68 กันน้ำลึกไม่เกิน 1.5 เมตร นานไม่เกิน 30 นาที ในน้ำสะอาด)

   มาดูที่ตัวเครื่งกันบ้าง สมาร์ทโฟนทั้ง Galaxy S9 และ Galaxy S9 Plus ด้านหน้ายังคงสไตล์หน้าจอแบบไร้ขอบ วัสดุด้านหน้าเครื่องส่วนใหญ่เป็นกระจก มีการเคลือบผิวให้ตัวเครื่องและหน้าจอกลืนเป็นเนื้อเดียวกันโดยฝังปุ่มโฮ มไว้ใต้หน้าจอกระจก Corning Gorilla Glass 5 และความละเอียดของจอแสดงผลยังคงความคมชัดระดับ Quad HD+ ทั้งสองรุ่น ด้านหลังมีการเปลี่ยนแปลไปจาก Galaxy S8 และ A8 พอสมควรโดยการพัฒนาคุณภาพของกล้องซึ่งกล้องของ Galaxy S9 และ S9 Plus ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์เดี่ยวหรือกล้องแบบเลนส์เดียวมาพร้อมรูรับแสงสองขนาด คือ f1.5 และ f2.4 แต่สำหรับเฉพาะ Galaxy S9 Plus เท่านั้นที่นอกจากกล้องหลักที่มีรูรับแสงสองขนาดในเลนส์เดียวแล้วยังมาพร้อม กับกล้องคู่ตัวที่สองอีกด้วย ซึ่งการออกแบบกล้องที่เปลี่ยนไปนั้นทำให้ด้านหลังของสมาร์โฟนรุ่นนี้มีความ สมดุลมากยิ่งขึ้น โดยที่สแกนลายนิ้วมือย้ายมาอยู่ตรงกลาง ทำให้สะดวกในการใช้งานได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ Samsung Galaxy S9 และ S9 Plus ยังมาพร้อมกับลำโพงคู่แบบสเตอริโอ รองรับระบบเสียง Dolby Atmos ตัวเครื่องกันฝุ่นและกันน้ำได้ตามมาตรฐาน IP68 ที่สามารถกันน้ำลึกได้ไม่เกิน 1.5 เมตร นานไม่เกิน 30 นาที ในน้ำสะอาด ดังนั้นจึงสามารถถ่ายภาพหรือใช้งานในขณะที่ฝนตกได้อย่างสบาย สำหรับตัว Samsung Galaxy S9 มีเพียงขนาดเดียวคือ แรม 4GB และหน่วยความจำ 64GB ส่วน Samsung Galaxy S9 Plus มีแรมมาให้ 6GB และหน่วยความจำ 3 ขนาดให้เลือกตั้งแต่ 64GB, 128GB และ 256GB แบตเตอรี่ 3,000 mAh และ 3,500 mAh ตามลำดับ รองรับ Fast Charge และชาร์จไร้สาย Wireless Charging แต่สำหรับแท่นชาร์จ สายชาร์จ และ อะแดปเตอร์ ยังคงจำหน่ายแยกแต่ราคาถูกลงกว่าเดิมพอสมควร และอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่น่าสนใจไม่น้อยนั่นก็คือ DeX Pad ที่จะเปลี่ยน Galaxy S9 หรือ S9 Plus ให้กลายเป็นทัชแพด เพียงเชื่อมต่อกับ DeX Pad เข้ากับจอภาพ ก็จะสามารถเข้าถึงรูปภาพ และไฟล์ต่างๆในโทรศัพท์ได้ รวมทั้งเช็คอีเมล์ เล่นอินเทอร์เน็ต และอื่นๆ ได้แบบเต็มหน้าจอ ซึ่งทั้ง Samsung Galaxy S9 และ S9 Plus มีสีที่ออกมาใหม่ในรุ่นนี้นั่นก็คือ Lilac Purple มีลักษณะเป็นสีชมพูอมม่วงนิดๆและเหลือบทองหน่อยๆดูสวยมีเสน่ห์มากทีเดียว

   หลายคนคงจะเห็นหน้าค่าตากันไปบ้างแล้วสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จากค่า Samsung ที่เพิ่งเปิดตัว Samsung Galaxy S9 และ S9 Plus ไปสดๆร้อนๆเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ Samsung กล้าที่ปรับเปลี่ยนและพัฒนาโดยการที่ทำให้คู่แฝดอย่างเจ้า Galaxy S9 และ S9 Plus ไม่ได้มีเพียงความแตกต่างที่ขนาดหน้าจอเพียงเท่านั้น แต่ได้แยก Galaxy S9 และ S9 Plus ให้มีความแตกต่างที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ Samsung Galaxy S9 และ S9 Plus ในเบื้องต้นกัยก่อน

   โดยสมาร์ทโฟนรุ่น Galaxy S9 และ S9 Plus จากค่าย Samsung นี้มีสเปคคร่าวๆคือ

   - ใช้ระบบปฎิบัติการ Android 8.0

   - รองรับ 2 ซิมการ์ด

   - ขนาดหน้าจอ Galaxy S9 5.8 นิ้ว และ S9 Plus 6.2 นิ้ว

   - ความละเอียดของกล้อง 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงคู่ f1.5 และ 2.4 กล้องคู่ 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงคู่ fใถ และ 2.4 กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล ในส่วของวิดิโอภาพเคลื่อนไหว ความละเอียด 2160 x 3840 พิกเซล ซูมดิจิตอล 8 เท่า รองรบการบันทึกวีดีโอแบบ 4k รวมทั้งมีโหมดบันทึกวิดีโอแบบ Slow Motion

   - ความละเอียดแบบ Quad HD+

   - หน่วยประมวลผล Exynos 9810 64bit 10nano

   - หน่วยความจำภายใน 64GB, 128GB และ 256GB

   - เพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลด้วย MicroSD ที่รองรับพื้นจัดเก็บข้อมูลได้สูงสุดถึง 400GB

   - แรม 4GB, 6GB

   - แบตเตอรี่ 3000 mAh, 3,500 mAh ตามลำดับ

   - รองรับการชาร์จแบบไร้สาย

   - ตัวเครื่องกันฝุ่นและกันน้ำ (รองรับมาตราฐาน IP68 กันน้ำลึกไม่เกิน 1.5 เมตร นานไม่เกิน 30 นาที ในน้ำสะอาด)

   มาดูที่ตัวเครื่งกันบ้าง สมาร์ทโฟนทั้ง Galaxy S9 และ Galaxy S9 Plus ด้านหน้ายังคงสไตล์หน้าจอแบบไร้ขอบ วัสดุด้านหน้าเครื่องส่วนใหญ่เป็นกระจก มีการเคลือบผิวให้ตัวเครื่องและหน้าจอกลืนเป็นเนื้อเดียวกันโดยฝังปุ่มโฮ มไว้ใต้หน้าจอกระจก Corning Gorilla Glass 5 และความละเอียดของจอแสดงผลยังคงความคมชัดระดับ Quad HD+ ทั้งสองรุ่น ด้านหลังมีการเปลี่ยนแปลไปจาก Galaxy S8 และ A8 พอสมควรโดยการพัฒนาคุณภาพของกล้องซึ่งกล้องของ Galaxy S9 และ S9 Plus ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์เดี่ยวหรือกล้องแบบเลนส์เดียวมาพร้อมรูรับแสงสองขนาด คือ f1.5 และ f2.4 แต่สำหรับเฉพาะ Galaxy S9 Plus เท่านั้นที่นอกจากกล้องหลักที่มีรูรับแสงสองขนาดในเลนส์เดียวแล้วยังมาพร้อม กับกล้องคู่ตัวที่สองอีกด้วย ซึ่งการออกแบบกล้องที่เปลี่ยนไปนั้นทำให้ด้านหลังของสมาร์โฟนรุ่นนี้มีความ สมดุลมากยิ่งขึ้น โดยที่สแกนลายนิ้วมือย้ายมาอยู่ตรงกลาง ทำให้สะดวกในการใช้งานได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ Samsung Galaxy S9 และ S9 Plus ยังมาพร้อมกับลำโพงคู่แบบสเตอริโอ รองรับระบบเสียง Dolby Atmos ตัวเครื่องกันฝุ่นและกันน้ำได้ตามมาตรฐาน IP68 ที่สามารถกันน้ำลึกได้ไม่เกิน 1.5 เมตร นานไม่เกิน 30 นาที ในน้ำสะอาด ดังนั้นจึงสามารถถ่ายภาพหรือใช้งานในขณะที่ฝนตกได้อย่างสบาย สำหรับตัว Samsung Galaxy S9 มีเพียงขนาดเดียวคือ แรม 4GB และหน่วยความจำ 64GB ส่วน Samsung Galaxy S9 Plus มีแรมมาให้ 6GB และหน่วยความจำ 3 ขนาดให้เลือกตั้งแต่ 64GB, 128GB และ 256GB แบตเตอรี่ 3,000 mAh และ 3,500 mAh ตามลำดับ รองรับ Fast Charge และชาร์จไร้สาย Wireless Charging แต่สำหรับแท่นชาร์จ สายชาร์จ และ อะแดปเตอร์ ยังคงจำหน่ายแยกแต่ราคาถูกลงกว่าเดิมพอสมควร และอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่น่าสนใจไม่น้อยนั่นก็คือ DeX Pad ที่จะเปลี่ยน Galaxy S9 หรือ S9 Plus ให้กลายเป็นทัชแพด เพียงเชื่อมต่อกับ DeX Pad เข้ากับจอภาพ ก็จะสามารถเข้าถึงรูปภาพ และไฟล์ต่างๆในโทรศัพท์ได้ รวมทั้งเช็คอีเมล์ เล่นอินเทอร์เน็ต และอื่นๆ ได้แบบเต็มหน้าจอ ซึ่งทั้ง Samsung Galaxy S9 และ S9 Plus มีสีที่ออกมาใหม่ในรุ่นนี้นั่นก็คือ Lilac Purple มีลักษณะเป็นสีชมพูอมม่วงนิดๆและเหลือบทองหน่อยๆดูสวยมีเสน่ห์มากทีเดียว

   หลายคนคงจะเห็นหน้าค่าตากันไปบ้างแล้วสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จากค่า Samsung ที่เพิ่งเปิดตัว Samsung Galaxy S9 และ S9 Plus ไปสดๆร้อนๆเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ Samsung กล้าที่ปรับเปลี่ยนและพัฒนาโดยการที่ทำให้คู่แฝดอย่างเจ้า Galaxy S9 และ S9 Plus ไม่ได้มีเพียงความแตกต่างที่ขนาดหน้าจอเพียงเท่านั้น แต่ได้แยก Galaxy S9 และ S9 Plus ให้มีความแตกต่างที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ Samsung Galaxy S9 และ S9 Plus ในเบื้องต้นกัยก่อน

   โดยสมาร์ทโฟนรุ่น Galaxy S9 และ S9 Plus จากค่าย Samsung นี้มีสเปคคร่าวๆคือ

   - ใช้ระบบปฎิบัติการ Android 8.0

   - รองรับ 2 ซิมการ์ด

   - ขนาดหน้าจอ Galaxy S9 5.8 นิ้ว และ S9 Plus 6.2 นิ้ว

   - ความละเอียดของกล้อง 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงคู่ f1.5 และ 2.4 กล้องคู่ 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงคู่ fใถ และ 2.4 กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล ในส่วของวิดิโอภาพเคลื่อนไหว ความละเอียด 2160 x 3840 พิกเซล ซูมดิจิตอล 8 เท่า รองรบการบันทึกวีดีโอแบบ 4k รวมทั้งมีโหมดบันทึกวิดีโอแบบ Slow Motion

   - ความละเอียดแบบ Quad HD+

   - หน่วยประมวลผล Exynos 9810 64bit 10nano

   - หน่วยความจำภายใน 64GB, 128GB และ 256GB

   - เพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลด้วย MicroSD ที่รองรับพื้นจัดเก็บข้อมูลได้สูงสุดถึง 400GB

   - แรม 4GB, 6GB

   - แบตเตอรี่ 3000 mAh, 3,500 mAh ตามลำดับ

   - รองรับการชาร์จแบบไร้สาย

   - ตัวเครื่องกันฝุ่นและกันน้ำ (รองรับมาตราฐาน IP68 กันน้ำลึกไม่เกิน 1.5 เมตร นานไม่เกิน 30 นาที ในน้ำสะอาด)

   มาดูที่ตัวเครื่งกันบ้าง สมาร์ทโฟนทั้ง Galaxy S9 และ Galaxy S9 Plus ด้านหน้ายังคงสไตล์หน้าจอแบบไร้ขอบ วัสดุด้านหน้าเครื่องส่วนใหญ่เป็นกระจก มีการเคลือบผิวให้ตัวเครื่องและหน้าจอกลืนเป็นเนื้อเดียวกันโดยฝังปุ่มโฮมไว้ใต้หน้าจอกระจก Corning Gorilla Glass 5 และความละเอียดของจอแสดงผลยังคงความคมชัดระดับ Quad HD+ ทั้งสองรุ่น ด้านหลังมีการเปลี่ยนแปลไปจาก Galaxy S8 และ A8 พอสมควรโดยการพัฒนาคุณภาพของกล้องซึ่งกล้องของ Galaxy S9 และ S9 Plus ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์เดี่ยวหรือกล้องแบบเลนส์เดียวมาพร้อมรูรับแสงสองขนาด คือ f1.5 และ f2.4 แต่สำหรับเฉพาะ Galaxy S9 Plus เท่านั้นที่นอกจากกล้องหลักที่มีรูรับแสงสองขนาดในเลนส์เดียวแล้วยังมาพร้อมกับกล้องคู่ตัวที่สองอีกด้วย ซึ่งการออกแบบกล้องที่เปลี่ยนไปนั้นทำให้ด้านหลังของสมาร์โฟนรุ่นนี้มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น โดยที่สแกนลายนิ้วมือย้ายมาอยู่ตรงกลาง ทำให้สะดวกในการใช้งานได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ Samsung Galaxy S9 และ S9 Plus ยังมาพร้อมกับลำโพงคู่แบบสเตอริโอ รองรับระบบเสียง Dolby Atmos ตัวเครื่องกันฝุ่นและกันน้ำได้ตามมาตรฐาน IP68 ที่สามารถกันน้ำลึกได้ไม่เกิน 1.5 เมตร นานไม่เกิน 30 นาที ในน้ำสะอาด ดังนั้นจึงสามารถถ่ายภาพหรือใช้งานในขณะที่ฝนตกได้อย่างสบาย สำหรับตัว Samsung Galaxy S9 มีเพียงขนาดเดียวคือ แรม 4GB และหน่วยความจำ 64GB ส่วน Samsung Galaxy S9 Plus มีแรมมาให้ 6GB และหน่วยความจำ 3 ขนาดให้เลือกตั้งแต่ 64GB, 128GB และ 256GB แบตเตอรี่ 3,000 mAh และ 3,500 mAh ตามลำดับ รองรับ Fast Charge และชาร์จไร้สาย Wireless Charging แต่สำหรับแท่นชาร์จ สายชาร์จ และ อะแดปเตอร์ ยังคงจำหน่ายแยกแต่ราคาถูกลงกว่าเดิมพอสมควร และอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่น่าสนใจไม่น้อยนั่นก็คือ DeX Pad ที่จะเปลี่ยน Galaxy S9 หรือ S9 Plus ให้กลายเป็นทัชแพด เพียงเชื่อมต่อกับ DeX Pad เข้ากับจอภาพ ก็จะสามารถเข้าถึงรูปภาพ และไฟล์ต่างๆในโทรศัพท์ได้ รวมทั้งเช็คอีเมล์ เล่นอินเทอร์เน็ต และอื่นๆ ได้แบบเต็มหน้าจอ ซึ่งทั้ง Samsung Galaxy S9 และ S9 Plus มีสีที่ออกมาใหม่ในรุ่นนี้นั่นก็คือ Lilac Purple มีลักษณะเป็นสีชมพูอมม่วงนิดๆและเหลือบทองหน่อยๆดูสวยมีเสน่ห์มากทีเดียว

เทคโนโลยีสุดล้ำของโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน

มือถือ

   ในทุกวันนี้นั้นการใช้ โทรศัพท์มือถือ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนนั้นก็เริ่มที่จะขาดกันไม่ได้แล้วนะครับ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ตามแต่ทุกวันนี้ก็เหมือนสังคมก้มหน้าอย่างแท้จริง ซึ่งการที่ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ของ มือถือ นั้นก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากใช้ไม่ให้เกิดประโยชน์นั้นมันก็ทำโทษได้เหมือนกัน อย่างไรก็ตามนั้นในสมัยนี้ก็ได้มีเทคโนโลยีออกมาใหม่เป็นจำนวนมากโดยเหล่า มือถือ ค่ายดังต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ไอโฟน , ซัมซุงโมบาย นั้นต่างก็คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ มานำเสนอลูกค้ากันอย่างต่อเนื่อง ทำให้แน่นอนว่าในอนาคตนั้นก็สามารถที่จะฟันธงได้เลยว่าเทคโนโลยีต่างๆ ก็จะมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว บางครั้งการพัฒนาอย่างรวดเร็วก็อาจจะเป็นสาเหตุทำให้ผู้คนนั้นมีการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป แน่นอนนะครับว่าการพัฒนาของเทคโนโลยีที่ไปอย่างรวดเร็วนั้นก็ทำให้เราสามารถที่จะคาดการณ์ได้เลยว่าในอนาคตนั้นเทคโนโลยีต่างๆ ของ มือถือ นั้นจะมีอะไรบ้างที่มีการพัฒนาอย่างที่เราคาดไม่ถึง โดย โทรศัพท์มือถือ นั้นก็จะสามารถที่จะบอกสภาพดินฟ้าอากาศได้

   ซึ่งหลายคนคงอาจจะคิดว่าทุกวันนี้มันก็ทำได้ แต่ในอนาคตนั้นจุดเด่นของการใช้เทคโนโลยีในตัวนี้นั้นไม่ว่าจะโทรศัพท์ค่ายดัง ไอโฟน หรือ ซัมซุงโมบาย นั้นก็จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว เพราะจะเป็นการทำให้ตัวเครื่องนั้นเป็นวัสดุโปร่งใส มีขนาดที่บางเป็นอย่างมาก และสามารถที่จะแสดงผลได้เต็มเครื่องนั่นเอง ซึ่งนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีความพิเศษอย่างลงตัวที่สุด นอกจากนี้นั้นเหล่าผู้พิการต่างๆ นั้นก็จะสามารถที่จะใช้ มือถือ กันได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เพราะจะมีใช้เทคโนโลยี EAP ที่สามารถทำให้แปลเป็นอักษรเบลได้บนตัวเครื่อง ซึ่งก็จะทำให้ผู้พิการทางสายตานั้นสามารถที่จะใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้นนั่นเอง ที่เด็ดไปกว่านั้นตัวเครื่องก็จะสามารถที่จะบิดงอเป็นนาฬิกาข้อมือได้อีกด้วยนะครับ ซึ่งตัวเครื่องที่จะผลิตออกมาให้ใช้งานนั้นก็จะมีความยืดหยุ่นที่ดีเป็นอย่างมากทำให้พกพาไปไหนมาไหนก็จะมีความสะดวกมากยิ่งขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้การที่ มือถือ มีรูปทรงที่เหมือนกับปากกานั้นในอนาคตก็อาจจะมีให้เราเห็นได้เหมือนกัน โดยเทคโนโลยีดังกล่าวก็จะทำให้วงการมือถือต้องสั่นสะเทือนอย่างแน่นอน เอาเป็นว่าเทคโนโลยีต่างๆ ที่เราอาจจะเห็นในละคร ภาพยนตร์ต่างๆ นั้นมันก็สามารถที่จะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริงนะครับ เพราะเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นก็ถือเป็นเทคโนโลยีที่จะทำให้การใช้ชีวิตของมนุษย์นั้นมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะทำอะไรต่างๆ ในชีวิตประจำวันก็จะสามารถที่จะทำได้ดีเป็นอย่างมากนั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตนั้นไม่ว่าจะเป็นรูปแบบอะไรก็ตามแต่

   โดยเฉพาะอย่างยิ่งโทรศัพท์ มือถือ ก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะมันจะทำให้การใช้ชีวิตของมนุษย์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอนเพราะว่าทุกวันนั้นเทคโนโลยีดังกล่าวที่ได้บอกมาก็อาจจะยังไม่มีให้เราเห็น แต่ถ้ามันมาจริงๆ แล้วผสมผสานกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ที่ขาดมือถือไม่ได้นั่นแน่นอนสังคมและการพัฒนาในส่วนต่างๆ ของประเทศนั้นก็อาจจะทำให้เกิดผลกระทบได้นั่นเอง เอาเป็นว่าการเลือกใช้เทคโนโลยีนั้นก็ถือเป็นสิ่งที่ดีเหมือนกัน แต่ถ้าหากเราใช้ให้ไม่เกิดประโยชน์ ใช้แล้วเกิดผลเสีย ไม่มีอะไรดีกับตัวเองนั้นก็จะทำให้เทคโนโยลีนั่นแหละที่จะกลับมาทำร้ายตัวเราเองนั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นการใช้เทคโนโลยีที่ดีนั้นก็จะต้องทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และจะต้องดีที่สุดกับการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม

การแข่งขันของมือถือในปัจจุบัน

phone

   ทุกวันนี้นั้นโทรศัพท์มือถือถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมากเลยนะครับ โดยช่วงที่ผ่านมานั้นการซื้อขายโทรศัทพ์มือถือนั้นก็ได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเลยทีเดียว โดยในแต่ละปีนั้นก็มักจะมียอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็ฯได้ชัด แต่ธุรกิจร้านมือตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ นั้นการเจริญเติบโตของธุรกิจนั้นก็ไม่ค่อยดีสักเท่าไรเนื่องจากการแข่งขันในทุกวันนี้นั้นก็รุนแรงเป็นอย่างมาก ทั้งโปรโมชั่นต่างๆ ของทางค่ายมือถือ ของทางศูนย์มือถือเองก็ทำเอาให้ผู้ประกอบการรายย่อยนั้นแทบจะล้มทั้งยืนกันเลย

   อย่างไรก็ตามนั้นในตอนนี้ตลาดของสมาร์ทโฟนต่างๆ ก็เริ่มที่จะชะลอตัวแล้วเนื่องจากตลาดอยู่ในช่วงที่อิ่มตัวแล้วนั่นเอง ในประเทศไทยนั้นโทรศัทพ์มือถือถือเป็นที่ยอดนิยมเป็นอย่างมากเลยนะครับไม่ว่าจะวัยไหนก็ตามแต่ส่วนใหญ่ก็ให้ความสำคัญกับสมาร์ทโฟนกันเป็นอย่างมาก ซึ่งทุกคนในตอนนี้ผมก็เชื่อว่าจะต้องมีสมาร์ทโฟนกันแทบทุกคนแล้วนั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นทุกวันนี้นั้นตลาดของมือถือก็อยู่ในช่วงที่จะอิ่มตัวแล้วนั่นเอง

   โดยทุกวันนี้นั้นผลงานวิจัยต่างๆ ก็จะชี้ให้เห็นว่ากำลังซื้อของคนไทยส่วนใหญ่นั้นก็เติบโตไม่เท่าไรแล้วนะครับ เพราะคนไทยส่วนใหญ่นั้นก็จะไม่ค่อยนิยมซื้อตามร้านตู้หรือศูนย์บริการกันแล้วนั่นเอง เนื่องจากศูนย์บริการเครือข่ายมือถือ 3 ค่ายดังของประเทศไทยนั้นก็ต่างที่จะออกโปรโมชั่นมาเอาใจลูกค้ากันอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งลดแลกแจกแถมทำให้ลูกค้าหลายคนต่างที่จะให้ความสนใจกันนั่นเอง อย่างไรก็ตามนั้นในทุกวันนี้ผมคิดว่าร้านตามห้างต่างๆ ที่ไม่ใช่ศูนย์บริการนั้นก็เริ่มที่จะเติบโตน้อยมากแล้วนะครับ เพราะว่าการจะจัดโปรโมชั่นต่างๆ นั้นก็ถือทำได้ยาก ทำให้หลายๆ ร้านนั้นก็เริ่มที่จะทยอยปิดตัวไปแล้วก็มีเช่นกัน อย่างไรก็ตามนั้นทุกวันนี้ลูกค้าก็ได้มีความเปลี่ยนแปลงในการซื้อกันไปเป็นอย่างมากเลยนะครับ โดยลูกค้าแต่ละคนนั้นก็เริ่มที่จะสนใจโปรโมชั่น ลดแลกแจกแถม กันเป็นซะส่วนใหญ่ เลยทำให้ร้านดังและศูนย์บริการต่างๆ นั้นก็เป็นธุรกิจที่ยังสามารถอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง แถมยังมีการเติบโตที่สูงขึ้นแทบทุกวันอีกด้วย

   ดังนั้นการขยายฐานลูกค้าของธุรกิจดังกล่าวผู้ประกอบการนั้นก็สามารถที่จะมีโอกาสที่มากกว่านั่นเอง เอาเป็นว่าทุกวันนี้การแข่งขันการซื้อขายมือถือและสมาร์ทโฟนในปัจจุบันนั้นก็มีความรุนแรงกันเป็นอย่างมากเลยนะครับ ดังนั้นการที่ธุรกิจร้านตู้กระจกต่างๆ จะอยู่รอดให้ได้นั้นก็จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดเอาใจลูกค้านั่นเอง

เปิดตัว Huawei P20 และ Huawei P20 Pro

Huawei P20 Pro

   Huawei P20 และ Huawei P20 Pro สมาร์ทโฟนเพื่อการถ่ายภาพที่ดีที่สุดจาก Huawei ได้แรงบันดาลใจจากคลื่นพลังงานแสงที่ส่องสว่าง เติมเต็มจักรวาลของเรา (เคลือบผิวแบบไล่ระดับสีมีเฉพาะสี Twilight และ Pink Gold) Huawei P20 มาพร้อมกับจอรุ่นใหม่ HUAWEI Ful lView Display แสดงผลอย่างละเอียด จอ RGBW ขนาด 5.8 นิ้วและเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือแบบไร้ขอบ พร้อมกับการร่วมมือกับ Leica ที่ใช้กล้องเลนส์คู่ Leica รุ่นใหม่ด้วยเซ็นเซอร์ที่สามารถสร้างพิกเซลขนาดใหญ่ 1.55 ไมโครเมตร ทำงานร่วมกับเซนเซอร์รับแสงสีขาวดำขนาด 20 ล้านพิกเซล ช่วยให้ดูดกลืนแสงได้มากกว่า ยิ่งมีแสงมากยิ่งทำให้ภาพถ่ายมีความละเอียดและชัดเจนมากขึ้น และช่วยให้ถ่ายภาพในสภาพแสงน้อยได้ดียิ่งขึ้น

   พร้อมด้วยระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ 6 แกน ส่วน Huawei P20 Pro มีขนาดหน้าจอ 6.1 นิ้ว มาพร้อมกับกล้องหลัง 3 ตัวจาก Leica เพื่อยกระดับการถ่ายภาพด้วยกล้อง Huawei P20 Pro มีประสิทธิภาพมากขึ้น กล้อง 3 ตัวของ Huawei P20 Pro ประกอบไปด้วย RGB Sensor ขนาด 40 ล้านพิกเซล, Monochrome Sensor ขนาด 20 ล้านพิกเซล และ Telephoto Lens ขนาด 8 ล้านพิกเซล HUAWEI P20 Pro มีความกว้างรูรับแสงที่ f/1.8, 1.6 และ 2.4 และยังใช้เลนส์ Leica รุ่นใหม่ ที่มาพร้อมระบบซูมแบบไฮบริดถึง 5 เท่า สำหรับการถ่ายวิดีโอในโหมด Slow Motion ของทั้ง Huawei P20 และ Huawei P20 Pro จะอยู่ที่ 960 เฟรมต่อวินาทีด้วยโหมดวิดีโอ 960 fps Super Slow Motion(0.25 วินาทีที่บันทึกในโหมด 960 fps Super Slow Motion เท่ากับวิดีโอมาตรฐานความยาวประมาณ 8 วินาที) ซึ่งจะช่วยให้การรถ่ายภาพเคลื่อนไหวคมชัดและละเอียดมากยิ่งขึ้น

   นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีลดการสั่นไหวของภาพด้วย AI ซึ่งช่วยในการถ่ายภาพในที่ๆมีแสงน้อยได้คมชัดไม่เบลอ แม้จะถือด้วยมือโดยไร้ขาตั้งกล้องก็ตาม โดยการใช้โหมดถ่ายภาพกลางคืน Huawei P20 วางจำหน่ายในราคา 19,990 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Black, Midnight Blue และ Pink Gold ส่วน HUAWEI P20 Pro จะวางจำหน่ายในราคา 27,990 บาท มี 3 สี ได้แก่ Black, Midnight Blue และ Twilight ทั้ง Huawei P20 และ Huawei P20 Pro ใช้หน่วยประมวลผล Kirin 970 และหน่วยประมวลผลพิเศษ (NPU) ที่มาพร้อมกับ EMUI 8.1 และระบบปฏิบัติการ Android 8.1 มีกล้องหน้าขนาด 24 ล้านพิกเซลพร้อม AI ที่ช่วยแต่งภาพให้สวยเป็นธรรมชาติ และเทคโนโลยี 3D Portrait Lighting ช่วยในการถ่ายเซลฟี่ได้ดูเป็นธรรมชาติ แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้อย่างยาวนาน และเทคโนโลยี HUAWEI SuperCharge ที่สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ทั้ง Huawei P20 และ Huawei P20 Pro ยังมี Master AI ที่สามารถระบุภาพ 19 หมวดหมู่ที่แตกต่างกันในแบบเรียลไทม์ได้อีกด้วย(หมวดหมู่ที่ระบุได้คือ: แมว อาหาร กลุ่มคน สีธรรมชาติ โคลสอัพ ภาพถ่ายกลางคืน ข้อความ สนามหญ้า ภาพบุคคลสุนัข ดอกไม้ไฟ ท้องฟ้าสีฟ้า ดอกไม้ เวที เอกสาร พระอาทิตย์ตกดิน หิมะ น้ำตก และชายหาด)